ตอนที่ 7 ความอิสระที่ทับซ้อนกลมกลืนกับธุรกิจ
การแต่งที่กล่าวถึงปัจจุบัน โดยการให้ความหมายเป็นเช่นปัจจุบันด้วยการใช้ภาษาในเชิงลักษณะที่บ่งบอกถึงเรื่องราวในวันนี้ซึ่งผู้แต่งจะใช้คำภาษาเป็นเช่นคำว่า รีบมาเดี๋ยวนี้ ตอนนี้อยู่ที่ไหน วันนี้เราจะไปพักผ่อนที่ไหนกัน รออยู่ตรงนี้นะ ใครทำให้เป็นเช่นนี้ อย่าได้ทำอย่างนี้ เวลานี้มีฝนตกหนัก ที่นี่รถติดมาก บรรยากาศขณะนี้ตึงเครียดมาก ที่แห่งนี้เงียบสงัด ผู้คนในที่นี้แออัดมาก ให้สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้จะมีคำว่า เดี๋ยวนี้
ตอนนี้ วันนี้ ตรงนี้
เช่นนี้ ที่นี่ ขณะนี้
แห่งนี้ ที่นี้ คำเหล่านี้จะใช้กล่าวถึงปัจจุบันไม่ว่าคำเหล่านี้จะอยู่ในต่ำแหน่งหน้าประโยคหรืออยู่ในต่ำแหน่งท้ายประโยคหรือจะอยู่กลางประโยคก็ตาม
ซึ่งจะให้ความหมายแสดงถึงเหตุปัจจุบันได้ดีอย่างถูกต้องและจะเป็นประโยคเพลงที่มีเนื้อหาไม่สามารถจะเป็นอดีตได้ ถึงแม้บทเพลงที่ถูกแต่งขึ้นโดยมีเรื่องราวที่กล่าวถึงปัจจุบันแต่บทเพลงนี้ถึงแม้จะมีอายุนานมากแล้ว
เก่ามากแล้ว ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่เนื้อหาเรื่องราวของเพลงยังคงความหมายของความเป็นปัจจุบันอยู่
ซึ่งจะมีความแตกต่างกับบทเพลงที่มีเนื้อหาเรื่องราวที่กล่าวถึงอดีต
พอเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่ในตามธรรมชาติแล้วก็ย่อมที่จะถูกกล่าวว่าเก่าไปแล้วล้าสมัยไปแล้วเนื้อหาเรื่องราวของเพลงก็ยังกล่าวถึงอดีตให้ลึกลงไปอีกเก่าลงไปอีกเยอะนั่นเอง
แต่บางครั้งการแต่งเพลงในกาลปัจจุบันที่บ่งบอกถึงเหตุเรื่องราวที่แสดงถึงตอนนี้
ขณะนี้ เวลานี้ แต่ว่าพอเวลาหมุนเปลี่ยนไปข้างหน้านานพอที่สถานการณ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยความล้ำหน้าความล้ำยุคสมัยที่ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองด้วเทคโนโลยีที่ให้ความสะดวกสบายตอบสนองให้ผู้คนได้รับข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและมีวิถีชีวิตมีความรู้สึกนึกคิดได้เปลี่ยนไปจากเดิม
นั่นก็ย่อมทำให้บทเพลงที่กล่าวถึงปัจจุบันของกาลแห่งครั้งนั้นเป็นอดีตตกไป ซึ่งจะไม่เท่าเทียมกับเหตุการณ์ในปัจจุบันแห่งยุคสมัยที่มีความเจริญด้วยเทคโนโลยีนั่นเอง
ฉะนั้นบทเพลงที่กล่าวถึงปัจจุบันย่อมมีเหตุให้ถูกแต่งขึ้นคล้ายดั่งถูกประทับตีตราด้วยยุคสมัยเป็นเหตุกำหนดให้มีขอบเขตมีกลิ่นอายที่บ่งบอกึงกาลเวลาปัจจุบันสมัยใดในเนื้อหาของเพลงที่ผู้แต่งได้แต่งขึ้น
การแต่งที่กล่าวถึงอนาคต ด้วยวิธีการสื่อให้ถึงเหตุการณ์ในวันข้างหน้ากับสิ่งที่ทำให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยเรื่องราวต่างๆที่ผู้แต่งสามารถทำให้เป็นไปโดยการใช้คำภาษาเพียงกล่าวว่าภายในหนึ่งชั่วโมงข้างหน้านี้ก็สามารถเป็นอนาคตได้เช่นกัน หรือจะร่นระยะเวลาให้สั้นลงเหลือเพียงแค่สิบนาทีข้างหน้านี้ก็สามารถถือเป็นอนาคตได้เช่นกัน
ผู้แต่งจะใช้ความหมายใช้คำภาษาสื่อให้เห็นถึงอนาคตเป็นเช่นคำว่า สิ่งที่อยู่ข้างหน้า อีกหนึ่งชั่วโมงต่อไป สิ่งที่จะมาถึงเกิดขึ้นอีกสิบนาทีข้างหน้านี้คือความโชคดี ในโอกาสต่อไปจะมีสิ่งต่างๆเข้ามาอีกมากมาย ฉันจะมาอีกในวันพรุ่งนี้ วันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร วันต่อไปจะได้เจอกันอีกไหม อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะเข้าสู่ฤดูหนาว ปีหน้าอาจทำยอดทะลุเกินเป้าหมายก็เป็นได้ คาดว่าโอกาสดีๆจะเกิดขึ้นกับเขา หวังว่าคำพูดดีๆจะเกิดขึ้นกับคุณ
หวังไว้สักวันหนึ่งจะเห็นผลเป็นบวก หากฉันเข้ามาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงคลี่คลายได้อย่างสันติ ให้สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้ เช่นคำว่า ข้างหน้า
ต่อไป โอกาสต่อไป วันพรุ่งนี้
วันข้างหน้า วันต่อไป เดือนข้างหน้า
ปีหน้า คาดว่า หวังว่า
หวังไว้ เกิดการเปลี่ยนแปลง
คำเหล่านี้จะใช้กล่าวถึงอนาคตที่อยู่ข้างหน้า ภายหน้า
ภายภาคหน้า
หรือใช้ประโยคเทียบเคียงที่จะเกิดขึ้น
หรือใช้คำว่า คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือใช้คำว่า
อาจเป็นไปได้ หรือใช้คำว่า อาจมีสภาวะเกิดขึ้นได้สูง หรือใช้คำว่า
สิ่งที่น่าจะเป็น
ย่อมเกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางซึ่งน่าจะเป็นหรือการคาดสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป
หรือการสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ซึ่งมิใช่เกิดจากการกระทำขึ้นเองตามธรรมชาติของความรู้สึกที่เกิดจากความบังเอิญ หรือสิ่งที่คาดไม่ถึงว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นต่อไป
ประโยคเหล่านี้ก็ย่อมแสดงสื่อให้ถึงเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน
การต่อสู้ดิ้นรนด้วยความพยายามบากบั่นใดๆเพื่อไปให้ถึงจุดหมายอาจจะวางไว้แค่เพียงใกล้ๆเพื่อให้ได้ไปถึงสำเร็จได้ง่ายหรืออาจจะวางจุดหมายไว้ไกลเกินที่กำลังจะฝ่าฟันไปถึง นั่นก็ย่อมต้องใช้เวลาอันเป็นจำนวนมากเพื่อไปสู่อนาคต
หากเป็นความรู้สึกที่ถูกใช้ขึ้นมาแบบไม่มีตัวกำหนดให้เกิดเป็นรูปร่างเคล้าโครงได้
ก็อาจจะถูกเรียกสิ่งนี้ได้ว่าเป็นความฝันที่ไปสู่อนาคตได้อีกวิธีหนึ่งที่มีระยะไกลสุดไกลอย่างไร้ขอบเขตหรืออาจจะเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าคิดไกลเกินไปกว่าที่ไม่สามารถจะทำให้เกิดขึ้นเป็นจริงได้ยากอย่างที่ไม่มีหนทางให้เข้าไปสู่ได้ไปถึงนั่นเอง
แต่ผู้แต่งก็สามารถใช้จินตนาการแต่งเพลงเกี่ยวกับความฝันที่เกิดขึ้นได้ให้อยู่ในภวังค์แห่งอนาคตในการจินาการของผู้แต่งที่จะให้ควรเป็นเกิดขึ้นอย่างไร มีเคล้าโครงอย่างไร
หรือมีหน้าตาเป็นเช่นอย่างไรน่าสนุกน่าตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจได้มากน้อยแค่ไหนก็สุดจะสร้างแต่งจินตนาการขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ก็คือการแสดงเรื่องราวด้วยการจินตนาการจากผู้แต่งเอง
การแต่งที่ใช้คำกล่าวถึงตัวตนเอง บทเพลงที่ผู้แต่งๆขึ้นไม่ว่าเพลงใดก็ตามย่อมมีการกล่าวถึงตนเอง
การกล่าวถึงตนเองโดยให้ความหมายแทนคำนำหน้าตนเอง เช่น
ข้าพเจ้า กระผม ผม
ดิฉัน ฉัน หนู
เรา ข้า กู
อั๊ว
คำเหล่านี้ซึ่งเป็นคำที่ใช้แทนตนเอง
การกล่าวถึงผู้อื่นโดยให้ความหมายแทนคำนำหน้าผู้อื่น เช่น
ท่าน คุณ เธอ
เขา พี่ น้อง
คนนี้ คนนั้น แก
ไอ้ มึง ลื้อ
คำเหล่านี้ซึ่งเป็นคำใช้แทนผู้อื่นหรือใช้เรียกผู้อื่น
ผู้แต่งจะเลือกใช้คำภาษาที่แทนตนเองและแทนผู้อื่นได้ด้วยการตัดสินใจของผู้แต่งที่สามารถเลือกหยิบนำมาใช้ให้เกิดเป็นลักษณะภาพของบทเพลงที่เกิดกลิ่นอายให้รู้สึกถึงระดับกระบวนการคิดของการใช้คำภาษาแทนตนเอง ตัวอย่างเช่นผู้แต่งใช้แทนคำเรียกตนเองว่า กู
ลงไปในบทเพลงที่ผู้แต่งๆขึ้นและใช้แทนคำเรียกผู้อื่นว่า มึง
ร่วมอยู่ในบทเพลงนี้ด้วย
ลักษณะภาพของบทเพลงที่ใช้คำภาษาจะจัดได้อยู่ในระดับล่างคือจะเกิดความรู้สึกเป็นเหมือนการใช้คำพูดที่เป็นปกติกันเอง
โดยผู้คนทั่วไปก็ได้ใช้กันในหมู่กลุ่มเพื่อนฝูงหรือในกลุ่มคนในหมู่คนที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คำว่า
กูมึง
อาจฟังแล้วไม่ค่อยรื่นหูได้ดีสักเท่าไหร่และอาจจะคล้ายให้รู้สึกเป็นคำหยาบเพราะเป็นคำภาษาดั้งเดิมที่มีมาแต่กาลนานในสมัยยุคของพ่อขุนรามคำแหง
ซึ่งถือว่าเป็นคำที่เก่าแก่ของไทยที่ใช้เรียกแทนตนเองว่า กู และเรียกแทนผู้อื่นว่า
มึง
แต่ปัจจุบันยังเป็นที่ยอมรับในสังคมโดยทั่วไปและเป็นที่รับกันได้ในกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีพิธีรีตองในการใช้ภาษามากสักเท่าใดนักจึงเกิดมีกลิ่นอายของภาษาพื้นฐานที่ชาวบ้านนิยมใช้เรียกกัน
หากผู้แต่งแต่งเพลงเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนพื้นบ้านก็อาจจะเลือกใช้คำภาษาแทนตนเองและแทนผู้อื่นว่ากูมึงได้ดีเพราะเหมาะแก่ความรู้สึกเข้ากลมกลืนกันกับชาวพื้นบ้านหรือใช้คำให้เหมาะสมกับกาลเทศะนั่นเอง บางครั้งผู้แต่งอาจได้แต่งกล่าวถึงบุคลสำคัญทางการเมืองผู้แต่งจะเลือกใช้วิธีใดกำหนดให้บุคลสำคัญทางการเมืองที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งเหมาะแก่การเคารพในลำดับชั้น
หากใช้วิธีนี้ผู้แต่งย่อมต้องใช้คำกล่าวถึงยศตำแหน่งนำหน้าแล้วค่อยกล่าวชื่อสกุลอาจจะฟังดูยืดยาวด้วยถ้อยคำที่มากเกินไปในการใช้สำหรับแต่งเพลง หากใช้วิธีนี้ให้บุคคลสำคัญทางการเมืองเป็นตัวละครตัวหนึ่งอาจจะกล่าวเพียงแค่ชื่อสกุลเพียงคำสั้นๆได้อย่างสะดวกกะทัดรัดและรวดเร็ว
ส่วนคำที่ใช้แทนตนเองให้ผู้แต่งใช้คำเรียกว่า ท่าน
ซึ่งเป็นคำที่เหมาะสมและใช้คำได้ถูกาลเทศะเป็นสิ่งที่ให้เกียรติต่อความรู้สึกที่ได้รับฟัง หากผู้แต่งใช้คำเรียกว่า แก
ก็ย่อมไม่เหมาะสมกับสถานะตำแหน่งผู้ที่เป็นบุคคลสำคัญทางการเมือง
การเลือกใช้คำภาษาให้อยู่ในความถูกต้องเหมาะสมและถูกกาลเทศะเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับผู้แต่งได้มากที่จะคิดทำสิ่งใดต่อไปได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น
นายกรัฐมนตรีสมคิด ใจกล้า ท่านให้ความสนใจเกี่ยวกับการศึกษา คุณครูประจำชั้นท่านมาเยี่ยมนักเรียนที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นผู้ปกครองท่านส่งเสียให้เล่าเรียนจนจบ
การแต่งเพลงที่เลือกใช้คำสัมผัส การแต่งเพลงที่ใช้คำเชื่อมคำให้เกิดการสัมผัสของภาษาซึ่งทำให้ภาษาเกิดความไพเราะขึ้น
สวยงามขึ้น น่าฟังยิ่งขึ้น
ผู้แต่งจะเลือกใช้คำสัมผัสที่เกิดจากการสัมผัสของพยัญชนะ หรือคำสัมผัสที่เกิดจากการสัมผัสสระ
หรือคำสัมผัสที่เกิดจากการสัมผัสวรรณยุกต์ เพื่อเข้าผสมผสานให้เกิดการสัมผัสของภาษาที่อยู่ในบทเพลงที่ผู้แต่งได้เลือกใช้แต่งขึ้น
ตัวอย่างเช่นการสัมผัสพยัญชนะตัว ก คือคำว่า กาน
พยัญชนะที่เชื่อมสัมผัสคือตัว ก ถึง ฮ เช่น การ กาล ขาน ขาล คาน
คลาน จาน ฉาน ชาน ดาน ดาล ตาน ตาล ถาน ทาน นาน บาน ปาน ผาล ผลาญ พาน พาล มาน มาร
ยาน ราน ลาน วาน วาล สาน หาน อาน ฮาน
หรือจะใช้พยัญชนะที่เชื่อมสัมผัสเป็นคำพ้องเสียงเหล่านี้ก็ได้ เช่น
กัน ขัน คัน จัน ฉัน ชัน ซัน ดัน ตัน ถัน ทัน นัน บัน ปัน ผัน พัน มัน ยัน รัน ลัน
วัน สัน หัน อัน ฮัน ตัวอย่างต่อไปการสัมผัสพยัญชนะตัว ก คือคำว่า กาย
พยัญชนะที่เชื่อมสัมผัสคือตัว ก ถึง ฮ เช่น ขาย คาย จาย ฉาย ชายดาย
ตาย นาย บาย ปาย ผาย พาย มาย ราย ลาย วาย สาย หาย อาย ฮาย หรือจะใช้สระที่เชื่อมสัมผัสคือคำพ้องเสียง เช่น ไกล ไข ใคร ใจ ไฉ ไช ใด
ไต ไถ ไท ใน ใบ ไป ไผ ไพ ไม ใย ไร ไว ใส ไห ไอ ไฮ
หรือจะใช้สระที่เชื่อมสัมผัสคำที่มีความใกล้เคียงกับคำพ้องเสียง
เช่น ใกล้ ไก่ ไข่ ไข้ ใคร่ ไคล้ ใช่ ใช้ ได้ ใต้ ไถ่ ใบ้ ไผ่ ไพร่ ไม่ ไร้ ไว้
ไหว้ ใส่ ไส้ ให้ ไอ้ หรือจะใช้พยัญชนะที่เชื่อมสัมผัสคือคำที่มีความใกล้เคียงกับคำพ้องเสียง
เช่น กลาย ก่าย ข่าย จ่าย ค่าย คล้าย ด้าย ต่าย ถ่าย ท้าย หน่าย บ่าย ป้าย พ่าย
หม้าย ย้าย ร่าย ว่าย ส่าย อ้าย
ผู้แต่งอาจเลือกใช้คำสัมผัสให้เกิดการพลิกแพลงของคำภาษานั้นด้วยความสอดคล้องซึ่งมีความใกล้เคียงของเสียงตัวพยัญชนะหรือเสียงของตัวสระเข้าเชื่อมต่อให้เกิดเป็นคำสัมผัสที่เป็นเสียงได้ให้ความถูกต้องหรือเป็นเสียงที่มีความคล้ายคลึงกัน
หรือจะเรียกความหมายของสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นเป็นภาษาคำสัมผัสที่ดิ้นได้ เป็นภาษาที่เปลี่ยนแปลงได้ เป็นภาษาที่เกิดได้หลายๆทางซึ่งผู้แต่งควรได้เลือกใช้ให้เกิดเป็นผลได้อย่างสวยงามได้คิดค้นประดิษฐ์คำ
ประดิษฐ์ภาษา ตกแต่ง คัดตัดทิ้ง ต่อเติม สร้างขึ้น จนเกิดเป็นเสียงที่ใช้ในการเชื่อมสัมผัสได้อย่างแตกต่างวิธี
บางครั้งผู้แต่งอาจมีวิธีคิดสร้างคำสัมผัสที่แตกต่างไปจากบทเพลงทั่วๆไป
คำสัมผัสของเพลงบางเพลงซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้คำสัมผัสให้ครบทุกจุดของประโยคที่แต่งขึ้น ผู้แต่งอาจจะแต่งประโยคที่หนึ่งและประโยคที่สองซึ่งไม่มีคำเชื่อมสัมผัสกันแต่อย่างใดแต่จะมาเชื่อมคำสัมผัสในประโยคที่สามก็สามารถทำได้ หรือภายในหนึ่งท่อนควรให้มีคำเชื่อมสัมผัสกันได้ถึงสามครั้งเป็นอย่างน้อยเพื่อบ่งบอกถึงลักษณะของเพลงควรต้องมีคำเชื่อมสัมผัสบ้างจึงจะเกิดความไพเราะขึ้นมา แต่เพลงบางเพลงซึ่งจำต้องใช้คำเชื่อมสัมผัสให้ต่อเนื่องกันทุกประโยคเกิดเป็นคำเชื่อมสัมผัสบทในประโยคและจะเกิดขึ้นอีกครั้งกับคำเชื่อมสัมผัสบทท้ายประโยคต่อเนื่องให้สอดคล้องกันเป็นคำสัมผัสบทนอกทำอย่างนี้ให้ต่อเนื่องสัมผัสกันทุกประโยคและให้สัมผัสกันทุกๆท่อนจนกว่าจะครบจบเพลง
ซึ่งถือว่าเป็นบทเพลงที่มีคำเชื่อมสัมผัสได้อย่างครบสมบูรณ์แบบในการแต่งเพลงได้ดีเช่นกัน
ผู้แต่งเพลงอาจเลือกใช้คำสัมผัสซึ่งถือได้เรียกว่าใช้คำสัมผัสแบบให้อารมณ์เป็นตัวกำหนดเลือกพาไปให้ได้เกิดคำเชื่อมสัมผัสที่ไม่ได้เกิดจากการคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผลแต่อย่างใดซึ่งจะทำให้เนื้อหาอาจจะสลับซับซ้อนเกิดความคลุมเครือขึ้นมาได้
หรือการใช้คำสัมผัสเชื่อมประโยคตัวหน้าได้เป็นอย่างดีแต่คำสัมผัสประโยคตัวต่อไปซึ่งไม่สามารถแต่งประโยคหาคำมาสัมผัสให้ได้ดีแต่อย่างใด หรือจะปรับเปลี่ยนแต่งประโยคใหม่ก็ไม่มีคำสัมผัสใดที่เหมาะสมเข้าลงตัวให้ได้เกิดความกลมกลืนไหลลื่นของภาษาได้ ให้รื้อประโยคคำสัมผัสประโยคสุดท้ายออกทั้งประโยคทั้งหมดแล้วแต่งประโยคหาตัวคำสัมผัสคิดเผื่อคำสัมผัสประโยคตัวต่อไปที่จะเข้ามาเชื่อมคำสัมผัสให้ได้เกิดการคล่องตัวของคำภาษาซึ่งถือว่าได้วางคำสัมผัสไว้ล่วงหน้าว่าควรจะใช้คำสัมผัสคำใดมาเป็นตัวเชื่อมประโยคเป็นตัวต่อไปนั่นเอง
ผู้แต่งซึ่งรู้ได้เองว่าคำสัมผัสคำใดที่ใช้แล้วสามารถหาคำมาเชื่อมสัมผัสให้ได้เกิดความต่อเนื่องต่อไปได้ดีให้ควรเลือกใช้วิธีที่เกิดความสะดวกและรวดเร็วได้อย่างถูกต้องคล่องตัวที่สุด หากคำสัมผัสคำใดที่ไม่สามารถหาคำมาเชื่อมสัมผัสได้เช่นคำที่เชื่อมสัมผัสได้ยากให้ควรหลีกเลี่ยงใช้คำนั้นเสีย
การแต่งที่ถูกการกลั่นกรองความรู้สึก กลั่นกรองภาษา
กลั่นกรองข้อมูล การแต่งเพลงโดยวิธีนี้จะถูกการกลั่นกรองจากภายในตัวของผู้แต่งเองคือการกลั่นกรองระบบวิธีของผู้แต่งให้ได้เป็นไปอย่างอัตโนมัติและทุกครั้งเมื่อใดที่ผู้แต่งจะแต่งเพลง
สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดเป็นระบบเป็นกระบวนการของการกลั่นกรองขึ้นคือจะกลั่นกรองความรู้สึกจะกลั่นกรองภาษาและจะกลั่นกรองข้อมูลที่ผู้แต่งมีให้ได้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติคือเนื้อหาใจความสั้น
กะทัดรัด เข้าใจง่าย ซึ่งผู้แต่งย่อมต้องการให้เกิดขึ้นกับผลงานของผู้แต่งเอง หากเนื้อหาใจความสั้น กะทัดรัด คลุมเครือ
หรือเนื้อหาใจความสั้น กะทัดรัดเข้าใจยาก สับสน และวกวน ก็จำต้องถูกกรรมวิธีของการกลั่นกรองทุกครั้งเพื่อให้ได้ข้อมูลวัตถุดิบที่ผู้แต่งแต่งขึ้นโดยอ้างอิงถึงความเป็นธรรมชาติที่มีบทสรุปออกมาเป็นเนื้อหาใจความสั้น
กะทัดรัด และเข้าใจง่ายต่อความรู้สึกนั่นเอง
การแต่งเพลงที่ถูกการกลั่นกรองความรู้สึกคือจิตหรือความรู้สึกที่ถูกกลั่นกรองออกมาจะเกิดความบริสุทธิ์ เกิดความละเอียดอ่อน เกิดเป็นระดับชั้นของจิต ของอารมณ์ ของความรู้สึกที่เป็นตัวเดียวกันซึ่งผู้แต่งอาจได้เรียกใช้กันอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ดังนั้นการแต่งเพลงเพลงหนึ่งซึ่งผู้แต่งมีพล็อตเรื่องอยู่แล้ว และผู้แต่งจะรับรู้ได้ว่าพล็อตเรื่องที่ผู้แต่งมีอยู่นี้จะกลั่นกรองความรู้สึกให้ออกมาอยู่ในระดับใดที่ควรจะเป็นเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น
ผู้แต่งแต่งเพลงเกี่ยวกับการเปรียบเทียบซึ่งเป็นปรัชญาและมีความยากต่อการหาใช้สิ่งเปรียบเทียบ
ผู้แต่งจะปรับกรองความรู้สึกให้ลุ่มลึกขึ้นหรือปรับกลั่นกรองความรู้สึกให้ละเอียดสูงขึ้น
เพื่อให้ได้รู้ถึงระดับของอารมณ์ความรู้สึกว่าอยู่ที่เพดานระดับใดในการแต่งเพลงประเภทปรัชญาอย่างนี้
แม้กระทั่งผู้แต่งที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีความชำนาญในการแต่งเพลงที่ดีแล้ว
เพลงบางเพลงที่ถูกแต่งขึ้นหากเรียบเรียงลำดับการเปรียบเทียบไม่ดีพอและยังเกิดความเข้าใจอย่างคลุมเครือแล้ว เพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาอาจฟังแล้วย่อมคล้ายดั่งผู้ที่เริ่มฝึกหัดแต่งเพลงอย่างใดอย่างนั้น
ซึ่งจะสะท้อนให้ได้รู้ถึงระดับของจิตอารมณ์ความรู้สึกว่าควรต้องได้รับการฝึกฝนให้มีความสงบได้มีความนิ่งให้มากกว่านี้
และผลงานจะเป็นสิ่งสะท้อนออกมาว่าผู้แต่งมีความเปรียบเทียบได้ดีเพียงไรเกิดความเชี่ยวชาญชำนาญในระดับใด หากผู้แต่งเปรียบเทียบได้ดีและถ้าได้รับฟังแล้วเกิดความเข้าใจง่ายก็ย่อมเป็นผลที่น่าอัศจรรย์มากที่ผู้แต่งสามารถแต่งขึ้นมาได้อย่างไรกับการเปรียบเทียบในเรื่องยากๆให้ได้เกิดการเข้าใจอย่างง่ายๆให้น่าเพลิดเพลินสิ่งนี้คือการกลั่นกรองระดับความรู้สึกนั่นเอง
การกลั่นกรองภาษา ผู้แต่งจะแต่งเพลงเริ่มตั้งแต่ประโยคแรกและประโยคต่อไปก็ย่อมมีการเกิดการกลั่นกรองภาษาให้สวยงามขึ้นหรือได้รับการขัดเกลาแต่งเติมให้ดีขึ้นสละสลวยขึ้น
ไหลลื่นขึ้น และที่สำคัญต้องกระชับเข้าใจง่ายหรืออาจจะใช้วิธีการผสมผสานในการขัดเกลาปรับเปลี่ยนประโยคแต่ให้คงความหมายเดิมไว้ก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน วิธีการกลั่นกรองภาษาย่อมมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับระดับของจิตระดับของอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาอยู่ในระบบกระบวนการเหล่านี้อย่างสืบเนื่องต่อกัน ตัวอย่างเช่น
ถ้าระดับของจิตความรู้สึกอยู่ในระดับที่ลุ่มลึกละเอียดอ่อนการกลั่นกรองขัดเกลาภาษาก็ย่อมมีความละเอียดนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน
หากระดับของจิตอารมณ์อยู่ในระดับทั่วๆไปการกลั่นกรองภาษาก็ย่อมอยู่ในระดับความสามารถของจิตอารมณ์ความรู้สึกนั้นที่ได้ขัดเกลาปรุงแต่งออกมาให้อยู่ในเพดานระดับเดียวกันนั่นเอง
หรือบางครั้งการกลั่นกรองคำภาษาซึ่งเป็นการแต่งประโยคคำร้องโดยจะใช้อาศัยคำทั่วๆไปให้เกิดเป็นคำที่สุภาพไพเราะน่าฟังซึ่งจะไม่มีความหยาบคายอยู่ในประโยคที่แต่งขึ้น
อาจจะเป็นคำที่เรียบง่ายและให้ความหมายสื่อให้คิดอีกรูปแบบวิธีหนึ่งคือมีเจตนาเป็นนัยยะที่ต้องตีความตีความหมายอีกทีหนึ่ง
ผู้แต่งสามารถสร้างวิธีการขัดเกลากลั่นกรองประโยคของคำที่แต่งขึ้นให้เกิดมีสีสันมีอรรถรสเกิดความรู้สึกไปในทิศทางต่างๆได้ เช่นคำภาษาที่ผู้แต่งเลือกใช้ยังสามารถจรรโลงจิตใจผู้ฟังให้เกิดไปในทิศทางแห่งตนได้ดีคือหลงเข้าไปในห้วงความรู้สึกของเพลงที่ผู้แต่งแต่งขึ้นเพียงชั่วขณะคืออยู่ในภวังค์ในเจตนาของผู้แต่ง บางทีกลิ่นอายในภวังค์ของเพลงมีความสะอาดมีความสวยงามของภาษาเหมือนดั่งมีกลิ่นหอมให้ชวนน่าหลงใหลเคลิบเคลิ้มด้วยการใช้คำภาษาของเรื่องราวแห่งเพลงที่เกิดขึ้น ผู้แต่งได้ให้ความสำคัญด้วยการขัดเกลากลั่นกรองปรับเปลี่ยนสร้างความหมายให้ความรู้สึกของคำภาษาที่แต่งขึ้นให้เกิดมีความหมายมีความสำคัญเป็นหัวใจทุกๆตัวอักษรอย่างหวงแหนระมัดระวังด้วยใจรักกระทำเป็นพิเศษในผลงานของผู้แต่งที่แต่งขึ้น หรือบางครั้งผู้แต่งจะมีวิธีการกลั่นกรองภาษาด้วยการขัดเกลาเพียงแค่สองวิธีด้วยกันคือ การขัดเกลาเรื่องที่ยากให้เข้าใจง่ายและการขัดเกลากลั่นกรองเรื่องที่ง่ายให้เกิดความเข้าใจยากขึ้นเท่านั้นเอง
การกลั่นกรองข้อมูล ผู้แต่งจะมีวิธีการกรองข้องมูลในแบบอย่างของผู้แต่งเอง ไม่ว่าข้อมูลที่เกิดขึ้นเป็นการรวบรวมมีขึ้นทั้งหมดทั้งมวลในเรื่องเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องแตกแขนงกันออกไปก็ตาม ผู้แต่งจะกรองข้อมูลโดยการคัดแยกเอาเฉพาะเนื้อหาที่เป็นหัวใจส่วนที่สำคัญมาเป็นข้อมูลเป็นวัตถุดิบไว้เพื่อสรุปกลั่นกรองแต่งเป็นบทเพลงขึ้นอีกที ข้อมูลที่เกิดจากวิสัยทัศน์จะเป็นเนื้อหาเรื่องราวที่ถูกแสดงขึ้นจากมุมมองของผู้แต่งทำให้แตกออกกระจายต่อยอดออกไปอย่างกว้างขวางมากมาย และข้อมูลที่เกิดจากวิสัยทัศน์เหล่านี้ก็ยังถูกนำมากรองเอาเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญของหัวข้อหรือสาระสำคัญในส่วนที่คิดเห็นเป็นหัวใจของเรื่องนำมาแต่งให้ได้เนื้อหาของเพลงที่มีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อไป ข้อมูลที่เกิดจากทัศนคติในทางใดทางหนึ่งอาจจะเป็นทางบวกก็ได้หรืออาจจะเป็นทางลบก็ดี ผู้แต่งจะแสดงความคิดเห็นต่างๆซึ่งเป็นข้อมูลบ่งชี้ให้เห็นถึงจุดประสงค์เพื่อสิ่งใด เพื่ออะไร และเพื่อใคร เอื้อประโยชน์โอนเอียงไปในทางใด หรือทัศนคติที่แสดงออกมาอย่างเป็นกลางและเป็นธรรมซึ่งไม่โอนเอียงเอื้อประโยชน์เพื่อทางใดทางหนึ่ง ซึ่งจะเป็นทัศนคติที่ให้หลักคิดให้แง่แนวความคิดไว้เพื่อเป็นข้อมูลที่สามารถคิดเติมต่อแต่งสานสืบทอดทัศนคติอันเช่นนี้ต่อไปได้จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งหรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าได้รับอิทธิพลสืบทอดให้เกิดมีทัศนคติที่คล้ายกันเหมือนกันสืบเนื่องต่อๆกันมา ซึ่งข้อมูลทุกอย่างเหล่านี้เกิดจากทัศนคติของผู้แต่งเองและสามารถกรองข้อมูลให้ดีขึ้นละเอียดขึ้นพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยการประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นภาษาของการแต่งเพลงซึ่งจะคล้ายเป็นเทคนิคเพื่อไปสู่การพัฒนาแยกแตกต่างออกไปจากทัศนคติเดิมที่มีดีอยู่แล้วให้ดีด้วยเทคนิคการกรองข้อมูลของผู้แต่งเอง ข้อมูลที่เกิดจากการจินตนาการหรือกระบวนการของการจินตนาการซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกขณะทุกเวลาด้วยสิ่งคิดที่ผสมผสานกับความรู้สึกของผู้แต่งที่ปรารถนาให้เกิดขึ้นให้เป็นขึ้นได้ด้วยความใฝ่ฝันซึ่งอาจจะเป็นจริงขึ้นได้หรืออาจได้เป็นแค่สิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องราว เป็นเพียงแค่ข้อมูล เป็นเพียงแค่เหตุที่เกิดจากปัจจัยของการจินตนาการขึ้น จนบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นก็ย่อมเป็นข้อมูลที่ไม่ต้องกลั่นกรองก็สามารถนำมาแต่งเป็นบทเพลงได้ เพราะข้อมูลที่เกิดจากการจินตนาการเหล่านี้ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่ละเอียดและบริสุทธิ์พอที่จะไม่ต้องกลั่นกรองแต่แอย่างใด แต่ถ้าหากได้ถูกการกรองข้อมูลให้ละเอียดขึ้นอีกก็จะได้ในสิ่งที่ทำให้ดีกว่าซึ่งย่อมเป็นสิ่งที่ผู้แต่งต้องการอีกทางหนึ่งให้เลือกปฏิบัติใช้ต้องการวิธีใดวิธีหนึ่งสุดจะตามแต่ผู้แต่งได้เลือกใช้ขึ้นมา หรือการจิตนาการที่เกิดจากการปิ๊งไอเดียที่มาจากสิ่งคิดที่ไม่มีการผสมผสานกับความรู้สึกให้ออกมาแต่อย่างใด แต่จะผสมผสานอ้างอิงด้วยเหตุผลกับหลักตามความเป็นจริงที่ควรได้เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่คาดการณ์ว่าสามารถเป็นจริงเกิดขึ้นมาได้สัมผัสเป็นรูปได้แตะต้องได้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ลวงตาหรือเป็นภาพที่เกิดจากความฝันแต่อย่างใด ข้อมูลที่เกิดจากการปิ๊งไอเดียคือการขยายความขยายเหตุให้มีการได้คิดต่อยอดออกไปหรือการพัฒนาสิ่งที่เกิดจากการปิ๊งไอเดียให้เกิดเป็นรูปแบบของสิ่งคิดที่แปลกใหม่ สิ่งคิดด้วยเรื่องราวใหม่ และสิ่งคิดด้วยเหตุข้อมูลใหม่ ย่อมถือว่าการจินตนาการที่เกิดจากการปิ๊งไอเดียเป็นสิ่งที่กำเนิดให้ถูกกระทำขึ้นด้วยการพัฒนาให้เป็นผลดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม หากถ้าได้กรองข้อมูลด้วยเรื่องราวของการจินตนาการที่เกิดจากการปิ๊งไอเดียนี้แล้วก็ย่อมเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนด้วยเหตุข้อมูลที่เหมาะแก่การกระทำนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นพัฒนาขึ้นเหมือนดั่งผู้แต่งได้ผลิแตกผลัดใบอ่อนมาจากยอดนั่นเอง
การกลั่นกรองข้อมูล ผู้แต่งจะมีวิธีการกรองข้องมูลในแบบอย่างของผู้แต่งเอง ไม่ว่าข้อมูลที่เกิดขึ้นเป็นการรวบรวมมีขึ้นทั้งหมดทั้งมวลในเรื่องเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องแตกแขนงกันออกไปก็ตาม ผู้แต่งจะกรองข้อมูลโดยการคัดแยกเอาเฉพาะเนื้อหาที่เป็นหัวใจส่วนที่สำคัญมาเป็นข้อมูลเป็นวัตถุดิบไว้เพื่อสรุปกลั่นกรองแต่งเป็นบทเพลงขึ้นอีกที ข้อมูลที่เกิดจากวิสัยทัศน์จะเป็นเนื้อหาเรื่องราวที่ถูกแสดงขึ้นจากมุมมองของผู้แต่งทำให้แตกออกกระจายต่อยอดออกไปอย่างกว้างขวางมากมาย และข้อมูลที่เกิดจากวิสัยทัศน์เหล่านี้ก็ยังถูกนำมากรองเอาเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญของหัวข้อหรือสาระสำคัญในส่วนที่คิดเห็นเป็นหัวใจของเรื่องนำมาแต่งให้ได้เนื้อหาของเพลงที่มีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อไป ข้อมูลที่เกิดจากทัศนคติในทางใดทางหนึ่งอาจจะเป็นทางบวกก็ได้หรืออาจจะเป็นทางลบก็ดี ผู้แต่งจะแสดงความคิดเห็นต่างๆซึ่งเป็นข้อมูลบ่งชี้ให้เห็นถึงจุดประสงค์เพื่อสิ่งใด เพื่ออะไร และเพื่อใคร เอื้อประโยชน์โอนเอียงไปในทางใด หรือทัศนคติที่แสดงออกมาอย่างเป็นกลางและเป็นธรรมซึ่งไม่โอนเอียงเอื้อประโยชน์เพื่อทางใดทางหนึ่ง ซึ่งจะเป็นทัศนคติที่ให้หลักคิดให้แง่แนวความคิดไว้เพื่อเป็นข้อมูลที่สามารถคิดเติมต่อแต่งสานสืบทอดทัศนคติอันเช่นนี้ต่อไปได้จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งหรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าได้รับอิทธิพลสืบทอดให้เกิดมีทัศนคติที่คล้ายกันเหมือนกันสืบเนื่องต่อๆกันมา ซึ่งข้อมูลทุกอย่างเหล่านี้เกิดจากทัศนคติของผู้แต่งเองและสามารถกรองข้อมูลให้ดีขึ้นละเอียดขึ้นพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยการประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นภาษาของการแต่งเพลงซึ่งจะคล้ายเป็นเทคนิคเพื่อไปสู่การพัฒนาแยกแตกต่างออกไปจากทัศนคติเดิมที่มีดีอยู่แล้วให้ดีด้วยเทคนิคการกรองข้อมูลของผู้แต่งเอง ข้อมูลที่เกิดจากการจินตนาการหรือกระบวนการของการจินตนาการซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกขณะทุกเวลาด้วยสิ่งคิดที่ผสมผสานกับความรู้สึกของผู้แต่งที่ปรารถนาให้เกิดขึ้นให้เป็นขึ้นได้ด้วยความใฝ่ฝันซึ่งอาจจะเป็นจริงขึ้นได้หรืออาจได้เป็นแค่สิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่เรื่องราว เป็นเพียงแค่ข้อมูล เป็นเพียงแค่เหตุที่เกิดจากปัจจัยของการจินตนาการขึ้น จนบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นก็ย่อมเป็นข้อมูลที่ไม่ต้องกลั่นกรองก็สามารถนำมาแต่งเป็นบทเพลงได้ เพราะข้อมูลที่เกิดจากการจินตนาการเหล่านี้ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่ละเอียดและบริสุทธิ์พอที่จะไม่ต้องกลั่นกรองแต่แอย่างใด แต่ถ้าหากได้ถูกการกรองข้อมูลให้ละเอียดขึ้นอีกก็จะได้ในสิ่งที่ทำให้ดีกว่าซึ่งย่อมเป็นสิ่งที่ผู้แต่งต้องการอีกทางหนึ่งให้เลือกปฏิบัติใช้ต้องการวิธีใดวิธีหนึ่งสุดจะตามแต่ผู้แต่งได้เลือกใช้ขึ้นมา หรือการจิตนาการที่เกิดจากการปิ๊งไอเดียที่มาจากสิ่งคิดที่ไม่มีการผสมผสานกับความรู้สึกให้ออกมาแต่อย่างใด แต่จะผสมผสานอ้างอิงด้วยเหตุผลกับหลักตามความเป็นจริงที่ควรได้เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่คาดการณ์ว่าสามารถเป็นจริงเกิดขึ้นมาได้สัมผัสเป็นรูปได้แตะต้องได้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ลวงตาหรือเป็นภาพที่เกิดจากความฝันแต่อย่างใด ข้อมูลที่เกิดจากการปิ๊งไอเดียคือการขยายความขยายเหตุให้มีการได้คิดต่อยอดออกไปหรือการพัฒนาสิ่งที่เกิดจากการปิ๊งไอเดียให้เกิดเป็นรูปแบบของสิ่งคิดที่แปลกใหม่ สิ่งคิดด้วยเรื่องราวใหม่ และสิ่งคิดด้วยเหตุข้อมูลใหม่ ย่อมถือว่าการจินตนาการที่เกิดจากการปิ๊งไอเดียเป็นสิ่งที่กำเนิดให้ถูกกระทำขึ้นด้วยการพัฒนาให้เป็นผลดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม หากถ้าได้กรองข้อมูลด้วยเรื่องราวของการจินตนาการที่เกิดจากการปิ๊งไอเดียนี้แล้วก็ย่อมเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนด้วยเหตุข้อมูลที่เหมาะแก่การกระทำนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นพัฒนาขึ้นเหมือนดั่งผู้แต่งได้ผลิแตกผลัดใบอ่อนมาจากยอดนั่นเอง

